กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวของดนตรีคลาสสิกกันอีก1ตอนนะครับ หลังจากถูกเทศกาลสงกรานต์คั่นรายการไป เมื่อตอนที่แล้วเราพูดถึงบทเพลงคลาสสิกกันใช่มั๊ยล่ะครับ.....ทีนี้ผมจะมาต่อให้จบกับประวัติบุคคลที่เป็นยอดนักดนตรีในสมัยนั้นกันว่าเค้ากว่าจะมาเป็นนักดนตรีคลาสิกที่ชาวโลกทั้งหลายร่ำลือกันเนี่ยเค้ามีที่มายังไง

วันนี้ผมจะนำเสนอแค่นักดนตรีสมัยคลาสสิก2ท่านเท่านั้นนะครับ ผมทราบดีว่าทั้ง2ท่านนี้คุณต้องรู้จักกันดี ไม่ใช่ใครครับ โมสาร์ท กับ บีโธเฟ่นนั่นเอง...

โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozard 1756-1791)

ยอดอัฉริยภาพทางดนตรีท่านแรกที่ผมจะพูดถึงนี้คือ นักประพันธ์เพลงชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่27 มากราคม ปีค.ศ.1756 ที่เมืองซาลส์บวร์ก อัฉริยะภาพท่านนี้เริ่มเรียนรู้ดนตรีประเภทซิมโฟนีเชมเบอร์และโอเปร่าเมื่ออายุ4ขวบ และสามารถเรียนรู้ดนตรีในแต่ละครั้งโดยใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ในอายุ5ขวบ เป็นผู้ที่ถนัดดนตรีประเภทคลาเวียร์และเล่นได้คล่องมากๆ เค้าได้ปรากฎแสดงอัฉริยภาพทางดนตรีประชาชนได้เห็นเมื่ออายุ7ขวบจนถึง15ปี เขาก็ใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้ประสบการณ์ด้านศัพท์ทางดนตรี สำนวนดนตรียุโรปสะสมไปเรื่อยๆจนเริ่มมีสไตล์เป็นของตัวเองจนมาถึงในปี1777 เขาท่องเที่ยวไปกับมารดาของเขาที่เมืองมิวสิค แมนเฮม และปารีส และที่ ปารีส มารดาของเขาได้ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหัน
ในเดือนมกราคม 1778 เขาตกงาน จึงกลับไปที่บ้านเกิดในปี1779 และได้เป็นนักออร์แกนของราชสำนักอาร์ชบิชอพ ที่ซาลส์บวร์ก (Archship of Salzburg)
และถูก ปลดออกในปี 1781หลังจากนั้นเขากลายเป็นนักดนตรีอิสระคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ดำเนินชีวิต
โดยไม่ขึ้นกับราชสำนักหรือโบสถ์หรือผู้อุปถัมถ์ใด ๆ เขาย้ายไปที่เวียนนาและได้อยู่กับครอบครัว เวเบอร์ (The Webers)
ซึ่งเป็นครอบครัวที่เขาพบในปี 1777 เขาแต่งงานกับคอนสตันซ์ เวเบอร์
(Constanze Weber) ในเดือนสิงหาคม 1782 หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ในปี 1782

เริ่มด้วยผลงาน The Singspiel Die Entfuhrung ans dem Serail (The Abduction from the Seraglio)
โมสาร์ทอาจจะเป็นนักประพันธ์คนเดียวในประวัติศาสตร์ที่เขียนเพลงอย่างประณีตทุกรูปแบบของดนตรีตลอดชีวิตของเขา ผลงาน
ประเภทเซเรเนด (Serenades), Divertimenti,Dances ที่เขาเขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงและงานปาร์ตี้ของขุนนาง
ล้วนเป็นความยิ่งใหญ่ของสมัยคลาสสิก (Classical age of elegance)และถูกดัดแปลงโดยนักประพันธ์ชื่อ Eine Kleine Nachtmusik เป็น Serenade in G major


ในเวียนนาเขาเป็นคนสำคัญในราชสำนักของจักรพรรดิ์โจเซฟที่ 2 (Joseph1741 1790) ที่ซึ่งเขาได้เขียนดนตรีที่ยิ่งใหญ่มากมาย
ตัวอย่างเช่น The last string quartets, The string quintets, The quintet for clarinet and strings, The mass in C major, Requiem (ซึ่งเขาเขียนยังไม่เสร็จ),
The Serenade for thirteen wind instruments, The Clarinet connect, และ The late piano concerto นอกจากนี้ Piano concerto ของเขายังคงมีรูปแบบของ The classic concerto form
เขาปรับปรุงพัฒนามาเป็นงานของ Symphonic breadth and scope, Concerto ของเขามักเริ่มต้นด้วยรูปแบบโซนาตาในท่อนที่ 1 ตามด้วยท่อนที่ 2 ที่นุ่มนวลและเป็นทำนองเพลงโดยปกติมีเพลงที่มีชีวิตชีวา
รวมอยู่ด้วยพร้อมทั้งมี รอนโด (Rondo) หมายถึงเพลงที่บรรเลงโดยการย้อน ที่ดึงดูดความสนใจ เช่น The piano concerto no.22 in E flat ในซิมโฟนี 3 ชิ้นสุดท้าย
ชิ้นที่ 2 คือ Symphony no.40 in G minor เขาได้ใส่ passion และการแสดงออกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเขียนซิมโฟนีจนกระทั่งถึงสมัยของ เบโธเฟน (Beethoven)

งานด้านอุปรากรนั้นในปี ค.ศ. 1786 โมสาร์ทได้ร่วมมือกับลอเรนโซ ดา พอนเต้ (Lorenzo
Da Ponte) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำโรงละครหลวงในกรุงเวียนนาเขียน The marriage of Figaro
ขึ้น อุปรากรเรื่องนี้เมื่อแสดงครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้แต่ต่อมามีคนนำไปแสดงที่
กรุงปร๊าค นครหลวงของโบเฮเมีย ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ค.ศ. 1787
เขียนอุปรากรเรื่อง ดอน โจวันนี (Don Giovanni) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยของชายหนุ่มนัก
รักที่ชื่อว่า ดอน จิโอวันนี หรือดอน ฮวน (Don Juan) ได้สำเร็จ

ในระหว่างที่เขาอยู่ที่เวียนนาได้เป็นเพื่อนสนิทกับไฮเดิล (Franz Joseph Haydn) ซึ่งมีอิทธิพลต่อผลงานของเขาในระหว่างปี 1782 1785
โมสาร์ท (Mozart) ได้ประพันธ์ Six string quartets ซึ่งอุทิศให้ ไฮเดิล บางส่วนเขาทั้งสองเล่นด้วยกัน

ด้วยการจัดการการเงินที่ผิดพลาดและด้วยความไม่มีประสบการณ์ชีวิตขาดการไตร่ตรอง
และความประพฤติที่เหมือนเด็กที่ปีกกล้าขาแข็งและใช้ชีวิตอย่างเจ้านายทำให้เขาตกระกำลำบาก
ในการดำเนินชีวิตภายในปี 1790 เขาได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนหลายคนบรรยายถึงเขาและครอบครัว
( เขาและภรรยามีลูกด้วยกัน 6 คน มีชีวิตรอดอยู่เพียง 2 คน ) ความลำบากจนต้องขอ ทานเพื่อยังชีพ และในระหว่างนี้เอง
เขาก็ป่วยหนักด้วยโรคไตแต่ด้วยความสำเร็จของ The Magic Flute เขาได้รับเงินจ่ายประจำปี
เขาจึงเริ่มต้นมีความมั่นคงทางการเงินอีกครั้งในขณะที่โรคของเขานำเขาไปสู่ความตายเมื่อเขาอายุได้ 36 ปี
เขาถูกฝังเหมือนชาวเวียนนาทั่วไปโดยคำบัญชาของจักรพรรดิ์โจเซฟในหลุมศพสามัญทั่วไปซึ่งที่
ฝังศพแน่นอนจนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบ

ภาพวาดโมสาร์ทเมื่ออายุยังน้อยจะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกันทั้ง2ภาพเนี่ย แสดงให้เห็นว่าโมสาร์ทนั้นมีความสุขุมทั้ง2ภาพครับ

เบโธเฟ่น(Ludwig Van Bethoven 1770-1827)

ผู้ประพันธ์เพลงชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ในโลกของดนตรีตะวันตก เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1770 ที่กรุงบอนน์
เป็นผู้นำดนตรีในรูปแบบใหม่จากสมัยคลาสสิกมาสู่สมัยโรแมนติก และมีชื่อเสียงในงานประพันธ์ดนตรีประเภทซิมโฟนี เชมเบอร์ มิวสิก ดนตรีสำหรับเปียโน
แมส โอเปร่า และออราทอริโอ ในช่วงของเบโธเฟน แสดงถึงจุดสูงสุด ในการพัฒนาฟอร์มและสไตล์ดนตรีแบบคลาสสิก แบบต่าง ๆ
ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน ได้ประพันธ์ซิมโฟนีไว้ 9 บท แต่ละบทล้วนได้รับความชื่นชอบจากผู้ฟังเป็นอย่างสูง
และต่างก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบกัน เขาได้เริ่มแต่งซิมโฟนีหมายเลข 1 เมื่ออายุ 27 ปี (ค.ศ.1797) และแต่งซิมโฟนีหมายเลข 9 เสร็จลงเมื่ออายุ 53 ปี (ค.ศ. 1823
ก่อนถึงมรณกรรม 4 ปี) รวมช่วงเวลาของเขาในการประพันธ์ซิมโฟนี 25 ปี ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้ซิมโฟนีทั้ง 9 บทมีความแตกต่างกัน
เบโธเฟนได้ประเดิมความตื่นเต้นให้เกิดขึ้นทันทีในตอนเริ่มต้นซิมโฟนีบทแรกของเขาด้วยเสียงที่กระด้างหู
จนทำให้นักวิจารณ์ดนตรีร่วมสมัยเดียวกันกับเขาถึงกับตะลึงและกล่าวออกมาว่า ถึงแม้ว่าเขา (เบโธเฟน) พยายามจะเคร่งครัดในแบบแผนคลาสสิกแต่เขาก็อดที่จะแหวกแนวไม่ได้
อีก 5 ปีหลังจากซิมโฟนีหมายเลข 1 ได้เริ่มขึ้นเขาก็ได้แต่งซิมโฟนีหมายเลข 2 ในช่วงเวลาที่เขาได้รับความทรมานอย่างหนักทั้งกายและทางใจ
ประจักษ์พยานในเรื่องนี้เราจะทราบเมื่อได้อ่าน ไฮลิเก็นช์ตัดท์ เทสตาเมนท์ อันเป็นที่มาของ
บทประพันธ์สั้น Fur Elise ซึ่งตัวเขาเองได้บันทึกไว้อย่างชวนให้น่าเห็นใจในซิมโฟนีบทนี้
ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของความทุกข์หม่นหมองแฝงอยู่เลยตรงกันข้ามบทเพลงกลับเพียบพร้อมไปด้วยความงดงามและความสง่าผ่าเผยและเบโธเฟนยังคงยึดมั่น
แบบแผนคลาสสิก เช่นเดียวกับซิมโฟนีบทแรก

เบโธเฟนได้ให้ชื่อซิมโฟนีหมายเลข 3 ของเขาว่า "Eroica" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ยกย่องเทิดทูนวีรบุรุษ
ขณะที่เขาประพันธ์งานชิ้นนี้เขาเริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว บทเพลงนี้ประกอบด้วยความโศกสลด ความมีพลังอำนาจ
อีกทั้งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ ปรากฏอย่างน่าทึ่งด้วยภาษาของดนตรี

ซิมโฟนีหมายเลข 4 มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกับซิมโฟนีหมายเลข 2 ผลงานชิ้นนี้ ได้สะท้อนอารมณ์อันอ่อนโยนละมุนละไมของเบโธเฟนออกมามากกว่าบทใด ๆ
เขาแต่งขึ้น ขณะที่จิตใจกำลังอิ่มเอมด้วยความรัก ซิมโฟนีบทนี้ได้ก่อให้เกิดการตัดกันอย่างเด่นชัดของซิมโฟนีทั้งสอง
ที่อยู่ข้างเคียง คือ ซิมโฟนีหมายเลข 3 อันห้าวหาญ และซิมโฟนีหมายเลข 5 ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรน ซึ่งโรเบิ์รท ชูมันน์ คีตกวีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยโรแมนติกกล่าวว่า
"...ดุจสาวกรีกที่มีโฉมสคราญยืนอยู่ ระหว่างยักษ์ใหญ่ไวคิงสองตน..."

ในปี ค.ศ.1807 ความพิการของหูทั้งสองข้างของเขาซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ.1800 ได้กำเริบหนักขึ้น และส่ออาการว่าจะไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป
ได้ ขอให้ท่านลองคิดดูว่า ศิลปินที่ใช้กระแสเสียงเป็นสื่อกลางในการสร้างสรรค์ผลงานจะระทมทุกข์เพียงใด เมื่อรู้ว่าความย่อยยับนี้กำลัง
มาสู่เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเสียงของตัวโน้ต 4 ตัว "สั้น-สั้น-สั้น-ยาว"ที่ผู้ฟังส่วนมากคุ้นหูในท่อนแรก ไปจนกระทั่งเสียงแห่งความมีชัยชนะ
เคราะห์กรรมในท่อนสุดท้ายของซิมโฟนีหมายเลข 5 ย่อมจะไม่เป็นที่สงสัยเลย ซิมโฟนีบทนี้ได้กลายเป็นซิมโฟนีที่มีชื่อเสียง
โด่งดังที่สุดของเบโธเฟนหรือแม้แต่ของคีตกวีทั้งปวงที่ได้แต่งซิมโฟนีขึ้น

เบโธเฟนได้ใช้ธรรมชาติเป็นสิ่งปลอบประโลมใจในยามทุกข์ เขามักจะออกไปสู่ชนบทเสมอ เพื่อสัมผัสกับท้องทุ่งที่เขียวชอุ่ม อากาศสดชื่น
แสงแดดอ่อน ๆ เสียงของกระแสน้ำในลำธาร เสียงนกตามกิ่งไม้ พายุฝน ความชุ่มฉ่ำภายหลังฝนตก ฯลฯ สิ่งและสภาวะเหล่านี้
ได้นำมาบรรจุลงอย่างสมบูรณ์แล้วในซิมโฟนีหมายเลข 6 ซึ่งผู้ฟังรู้จักกันดีชื่อว่า "Pastoral" เบโธเฟนนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นนักธรรมชาตินิยม
ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง หากเขายังเป็นผู้ให้แนวคิดใหม่ ๆ กับคีตกวีโรแมนติกในสมัยต่อมาอีกด้วย เขาได้เริ่มวางเค้าโครง ซิมโฟนีหมายเลข 7 เมื่อ
ปี ค.ศ. 1811 และได้แต่งเสร็จเรียบร้อยในปีต่อมา ซิมโฟนีบทนี้ ริชาร์ด วากเนอร์ ได้ให้ฉายาว่า "The apotheosis of the Dance"
ทั้งนี้เพราะวากเนอร์ได้ฟังบทบรรเลงนี้เขารู้สึกเหมือนว่าได้ร่วมสนุกกับแบ็คคัส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น
และเหล่าบริวารในงานเลี้ยงฉลองกันอย่างครึกครื้นก่อนที่ความโอฬารตามแบบฉบับของเบโธเฟนจะได้ปรากฏแก่ผู้ฟังในเวลาต่อมา
เบโธเฟนได้ถูกนักวิจารณ์ร่วมสมัย ประนามเขาอย่างไม่ไว้หน้าว่า เป็นคนป่าเถื่อนและมีสติไม่สมบูรณ์

ในซิมโฟนีหมายเลข 8 เบโธเฟนได้สอดแทรกการมองโลกในแง่ดีและอารมณ์ขันของเขาลงไปอย่างได้ผล ซิมโฟนีบทนี้ก็เช่นเดียวกับซิมโฟนีหมายเลข 4 กล่าวคือ
มันเปรียบดุจดอกกุหลาบอันบอบบาง อยู่ระหว่างผาหินทั้งสอง (คือซิมโฟนีหมายเลข 7 และหมายเลข 9) ซิมโฟนีหมายเลข 9 "Choral"
ได้อุบัติขึ้นหลังจากหูทั้งสองของเขาไม่สามารถจะรับเสียงอะไร ๆ ได้อีกต่อไป เบโธเฟนได้แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าในอันที่จะเห็นมนุษย์อยู่ร่วมกัน
อย่างสันติ เขาได้กำหนดให้มีการขับร้องบทกวีของซิลเลอร์ในท่อนสุดท้ายของซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทนี้


เบโธเฟนได้มีความคิดที่ประพันธ์บทเพลงที่มีการขับร้องเดี่ยวและประสานเสียงมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1808
ซึ่งจะพบได้จากการทดลองใน Choral Fatasia โอปุส 80 ของเขาจากนั้นมาเขาก็ได้ให้ความสนใจกับ Missa solemnis อันเป็นผลงานยิ่งใหญ่ทางด้านศาสนาเสียหลายปี
จนได้มาแต่งซิมโฟนีบทนี้และสำเร็จลงเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1823 เขาได้ทิ้งช่วงเวลาห่างถึง 11 ปี (ค.ศ.1812-1823)
หลังจากได้แต่งซิมโฟนีหมายเลข 8 เสร็จ ซิมโฟนีหมายเลข 9 นี้ได้ออกแสดงครั้งแรกที่ Karnthner theater
ในนครเวียนนาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1824 โดย Gesselschaft der Musikfreunde
การแสดงครั้งแรกปรากฏว่าเต็มไปด้วยความทะลักทุเลกันเนื่องมาจากวงดนตรีอ่อนซ้อม และความสับสนในหมู่นักร้อง
อย่างไรก็ดี การแสดงครั้งนั้นได้มีเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจเกิดขึ้น เมื่อซิมโฟนีจบลง ผู้ฟังได้ปรบมือพร้อมกับโห่ร้องอย่างกึกก้องเป็นระยะเวลานาน จนแทบจะทำให้โรงละครนั้นพังลง

แต่เบโธเฟนผู้ซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มนักดนตรีเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถได้ยินเสียงแห่งความปิติยินดี
สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่โน้ตเพลง จนกระทั่งนักร้องสาวเสียงโซปราโนนามว่า คาโรลิน อุงเกอรี
เกิดสงสารเขาจนน้ำตาคลอได้ค่อย ๆ หันตัวเขาอย่างเบา ๆ ไปสู่ผู้ฟัง เขาจึงได้เห็นทุกคนในที่นั้นต่างแสดงความปลาบปลื้มต่อความสำเร็จของเขา
แต่ก็เป็นความสำเร็จที่เขาไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยโสตประสาทตราบสุดท้ายแห่งชีวิต

ในระยะเวลา 57 ปี ของชีวิตเบโธเฟนกล่าวได้ว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีในรูปแบบใหม่จากคลาสสิกมาสู่สมัยโรแมนติกด้วยความตั้งใจจริง
ผนวกกับความมีอัจฉริยะทำให้เบโธเฟนเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ยากที่จะหาผู้ประพันธ์คนอื่นมาเทียบเทียมได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่เพลงของเบโธเฟนยังคงเป็นที่นิยมฟังและนิยมบรรเลงกันตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

จบไปแล้วนะครับ สำหรับ 2ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีคลาสสิก หวังว่าทุกท่านจะได้รับทราบและเข้าใจว่าทำไมดนตรีคลาสสิกจึงมีอิทธิพลให้กับวงการศิลปะของโลก เอาล่ะครับ ไม่ว่าคนเราจะมีความสามารถใดๆก็ตาม จงใช้ความสามารถเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ แล้วคนที่เห็นความสามารถเราก็จะชื่นชมและจดจำท่านไปอีกนาน......

ขอขอบคุณhttp://classroom.psu.ac.th ที่ให้ข้อมูลเรานำมาเผยแพร่ในครั้งนี้นะครับ แล้วเจอกันใหม่ในตอนหน้าครับ....




Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

#21 By mon (115.67.166.16|115.67.166.16) on 2014-02-05 19:05

โมสาร์ทมีชีวิตที่น่าเศร้ามากเลย พอตายก็มีคนนำผลงานมาโชว์ ตอนยังไม่ตายก็ไม่ยกย่องเขา

#20 By Jane Jessica (58.9.143.66) on 2010-09-04 11:33

<a href="http://cqaebhtxddetfhk.com">rcgjeiabtbycqhl</a> http://akmoglbziplpwio.com [url=http://dgvjfmjenbtmhdh.com]hqcszuzmruyswxz[/url]

#19 By tadtdstrdn (94.102.52.87) on 2010-06-14 09:56

<a href="http://idoraojlnrekgep.com">xetqmvwhhmunkvc</a> http://gkqlgeibavvhmxd.com [url=http://eibxkdvcdbhpfvb.com]ioijqbhluaxqedm[/url]

#18 By yeylfuezkb (94.102.52.87) on 2010-06-07 22:32

สวัสดีครับทุกคน

คือ ตอนนี้เราพยายามรวบรวมคนที่ใจรักและชอบฟังเพลงคลาสสิค

ย้ำนะครับ เราอยากเปิดโอกาสให้เพื่อนๆคนอื่นได้รู้จักกับดนตรีคลาสสิคมากขึ้น เราจึงอยากรวมคนที่ชอบฟังและมาร่วมแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ ใครที่สนใจจะร่วมเป็นเครือข่ายสมาชิกชุมนุมคนรักดนตรีคลาสสิค กรุณาเข้าไปที่

http://sites.google.com/site/thailandclassicalmusicfanclub/home

หากใครมีเว็บหรือบล็อกของตัวเอง กรุณาวาง link ไว้ให้ด้วยนะ^__^
และช่วยวางชื่อเว็บเราไว้ในเว้บ/บล็อกคุณ เพื่อรวมกลุ่มเครือข่าย
ช่วยโพสด้วยว่า คุณ คือ
สมาชิกเครือข่ายชุมนุมคนรักดนตรีคลาสิค
ขอบคุณครับ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการสร้างชุมชนคนรักดนตรีคลาสสิค เรารอทุกคนอยู่ ^__^
big smile

#17 By ชุมนุมคนรักดนตรีคลาสสิค (222.123.198.88) on 2010-04-04 13:59

angry smile confused smile

#16 By ควย (118.174.20.244) on 2010-01-16 17:32

ประวัติตอนท้ายของบีโธเฟ่นเศร้ามากเรย
T_________T,,

#15 By ซึ้ง !! (118.173.56.186) on 2009-09-14 19:05

#14 By (118.173.124.170) on 2009-08-26 18:57

ช๊อบ ชอบ

#13 By (125.24.192.31) on 2009-07-22 21:09

รักทุกคน

#12 By (222.123.46.72) on 2009-06-15 08:26

#11 By glnv (118.175.152.10) on 2009-02-18 10:17

ขอบคุณค่ะ แพราะอันนี้เป็นการบ้านopen-mounthed smile

#10 By หมัก (203.172.58.163) on 2008-09-10 17:51

ไอ้สาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

#9 By ๛←ฏ▬!B,♂▬7BXs (124.120.37.206) on 2008-07-28 17:37

ใครมีเว็บอกกันบ้างนะงับ

#8 By (124.120.37.206) on 2008-07-28 17:36

อยากได้ประวัติของวงดนตรีท่ใช้ในยุคคลาสสิก

big smile

#7 By (124.120.37.206) on 2008-07-28 17:35

โอวดีจัง ยังไม่ได้อ่านละเอียดๆ กำลังเรียนๆเปียโนอยู่เลย เด๋วพรุ่งนี้มาอ่านตอนนีเล่นน้ำทั้งวัน จาสลบแล้วววววว

#6 By aMy ^^ on 2006-04-15 03:54

แหมมม ชอบนะแต่ก่อน แต่ว่าตอนนี้มีไม่เยอะอ่ะ

#5 By Nut_B on 2006-04-14 22:07

ความรู้ มาอีกแล้ว ชอบๆ
ศิลปินดัง

#4 By ~:NingGeeZ:~ on 2006-04-14 21:26

<<< ท่านหม่าวลีเวดมาตอบด้วย

เฮะๆ ชอบเรื่องที่เอามาลงจัง ชอบโมสาร์ทเหมือนกันค่า

#3 By devines มาเฟีย on 2006-04-14 19:51

ชอบทั้งสองคนนี้มากเลยครับ โดยเฉพาะมสสาร์ท
แนนชอบโมสาร์ทมากเลยอ่ะ
เคยดูหนังครั้งนึง ชีวิตนี่เส้ามา
ไม่มีเงินซื้อหลุมฝังศพตัวเอง


#1 By $oULkisS on 2006-04-14 18:55